เด็กสาสุข ออนไลน์: สมุนไพรไทย
Headlines News :

Latest Post

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด

กำยาน(Siam Benzoin Sumatar Benzoin)

Written By เด็กสาสุข on วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555 | 11:14



ชื่ออื่น ๆ : กำยาน กำยานไทย (ภาคกลาง) , กำยาน (ภาคเหนือ), เซ่พอบอ(กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) เข้ว (ละว้า-เชียงใหม่) เกลือตานตุ่น (ศรีสะเกษ) ชาติสมิง (นครพนม) กำมะแย กำยานสุมาตร (นราธิวาส,มาเลเซีย) เบนซอย (นอกประเทศ)
ชื่อสามัญ : Siam Benzoin Sumatar Benzoinชื่อวิทยาศาสตร์ : Styrax tonkinensis Craib Styrax paralleloneurus Perkins Styrax benzoin Dry.
วงศ์ : STYRACACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เปลือกของลำต้นเป็นสีเทา หรือสีหม่น ๆ มีขนเล็กน้อ
  • ใบ : ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ยาวเรียว ปลายแหลม ขอบของมันเป็นหยักเล็กน้อย ใบมีขน ความยาวของใบประมาณ 7.5-12.5 ซม.
  • ดอก : ดอกเป็นสีชมพู-แดง หรือสีขาว (ด้านในของดอกจะเป็นสีชมพู-แดง ด้านนอกเป็นสีขาว) ดอกออกเป็นกระจุก หรือออกเป็นช่อ ดอกของมันมีขน
  • ผล : ผลกลมเล็กน้อย เป็นประเภท drupe ผิวสีน้ำตาลและแข็ง
ส่วนที่ใช้ : ยางที่ได้จากลำต้น หรือเปลือก
สรรพคุณ :
  • ยาง ของมันมีกลิ่นหอม ใช้เป็นยาบำรุงเส้น แก้ลม แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ สมานแผล ดับกลิ่นเน่าเหม็นทุกประเภท เมื่อนำมาผสมกับขี้ผึ้งใช้ทาแก้โรคเชื้อรา น้ำกัดเท้า ทาแผล ใช้เผาไฟเอาควันอบห้องซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคในอากาศ เป็นยาไล่ยุงริ้น นอกจากใช้ยาทางแล้ว ยังสามารกถใช้ทำธูป ทำกระแจะ หรือเครื่องหอมอีกด้วย
ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้ชนิดนี้ มีอยู่ทั่วไปในแถบร้อน เช่นแหลมมลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา เกาะบอนิโอ และในประเทศไทย
หมายเหตุ : ยางของกำยาน ที่นำมาใช้ทางยานั้นให้เลือกเอาต้นที่มีอายุ 3-6 ปี เพราะในช่วงนี้ยางที่ออกเป็นมาจะมีกลิ่นหอม และสีของมันขาวบริสุทธิ์ ซึ่งจัดว่าเป็นยางชั้นหนึ่ง เรียกว่า head benzoin ส่วนลำต้นที่มีอายุ 7-9 ปี นั้นยางที่ออกเป็นสีน้ำตาล เรียกว่า belly benzoin และสำหรับลำต้นที่มีอายุมากกว่า 9 ปี ขึ้นไป ยางของมันจะเป็นสีน้ำตาลดำ เรียกว่า foot benzoin ยางในช่วงนี้เป็นยาวที่สกปรก วิธีทำ โดยการใช้มีด หรือของมีคม สับฟันลำต้นหรืออเปลือกของมัน ให้ยางออก แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 60 วัน เพื่อให้มันแห้งแข็งเสียก่อน แล้วแกะออกจากลำต้น ซึ่งเรียกว่า Tear “กำยาน (พายัพ) ชาดสมิง (นครพนม) สะดาน (เขมร-สุรินทร์) เข้ว (ละว้า-เชียงใหม่) เซ่พ่อบอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) ” in Saim. Plant. Names 1948,p. ,457 “Benzoin”, Styrax benzoindes Guillaumin, styrax benzoindes Vanpruk,1923,p.22 “กำยาน”
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กานพลู(clove)



ชื่ออื่น ๆ : กานพลู(ภาคกลาง) ดอกจันทร์ (เชียงใหม่) จันจี่ (ภาคเหนือ)
ชื่อสามัญ : clove
ชื่อวิทยาศาสตร์ cloveEugsnia Aromatica (Caryophyllum) Eugenia caryophyllus Bullock & Harrison
วงศ์ : MYYRTACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูง ราว9-15 เมตร ผิวของมันเป็นสีเหลืองน้ำตาล
  • ใบ : ใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวของใบเรียบมัน ค่อนข้างหนา ใบยาวประมาณ 4 นิ้ว กว้างประมาณ 2 นิ้ว รูปลักษณะของมันปลายและโคนใบแหลม เป็นรูปยาวรี
  • ดอก : ดอกเป็นสีเขียวอมแดงเลือดหมู หรือสีขาวอมเขียว ดอกจะออกเป็นกระจุก หรือเป็นช่อ ประมาณ 15-20 ดอก คล้ายดอกขจร
  • ผล : ผลมีสีน้ำตาลเข้ม ผลของมันมีขนาดยาวประมาณ 1 ซม. และมีขนาดยาวประมาณ1 ซม. และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3-0.4 ซม.
การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง นำไปปลูกในดินร่วนซุย หรือในดินที่มีปุ๋ย อินทรีย์วัตถุ ต้องการน้ำปานกลาง
ส่วนที่ใช้ :
  • ดอก ซึ่งมีรสเผ็ด ใช้เป็นยาแก้พิษโลหิต แก้ปวดท้อง แก้ลมเป็นเหน็บชา แก้พิษน้ำเหลือง น้ำคาวปลา แก้อุจจาระให้เป็นปรกติ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน แก้หืดละลายเสมหะ ดับกลิ่นปาก แก้รัตตปิตตโรค เป็นต้น ดอกเมื่อตากแห้งแล้ว เป็นสีแดงน้ำตาล นำมากลั่นใช้ 0.12-0.3 กรัม หรือ 2-5 เกรน จะเป็นยาแก้ท้องขึ้นธาตุพิการขับผายลมในลำไส้ เป็นยาบำรุง และน้ำมันจากการพลูซึ่งกลั่นออกมา ใช้เป็นยาระงับกระดูก แก้ปวดท้อง ขับผายลม และใช้สำลีชุบนำมาอุดฟันที่ปวด
ถิ่นที่อยู่ : ปลูกมากในบริเวณ เกาะสุมาตรา เกาะทะเลอินเดีย เกาะมอล็อกกา ประเทศอเริกา ประเทศแอฟริกา และประเทศไทย
อ้างอิง :?พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กะพวนมะพร้าว



ชื่ออื่น ๆ : จวง อ้ายเหนียวหมา(นครราชสีมา) กะพวนมะพร้าว(สงขลา) ขี้อ้น(ยะลา) นวลแป้ง(สุราษฎณ์ธานี) ตอนและ(กระบี่)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวิทยาศาสตร์ vernonia arborea Ham.
วงศ์?: COMPOSITAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีลำต้นตั้งตรง มีความสูงประมาณ .5-36 เมตร ผิวเปลือกมีสีขาว กิ่งก้านอ่อนจะมีขน หรือมีต่อม
  • ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปรี หรือรูปไข่ โคนใบสอบเข้าหากันหรือมน ปลายใบแหลมเรียว ริมขอบใบเรียบ หลังใบเกลี้ยงใต้ท้องใบมีต่อมเป็นจุด ขนาดของใบกว้างประมาณ 1.5-4.5 นิ้ว ยาวประมาณ 3-10.5 นิ้ว และก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 นิ้ว
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ตามบริเวณปลายยอด ลักษณะของดอกเป็นกระจุก กลีบดอกมีสีขาว ชมพู หรือม่วง ยาวราว 5-7 มม. โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อ ส่วนปลายกลีบจะหยักเป็น 5 แฉก ในท่อดอกมีเกสรตัวเมียแยกเป็นแฉก
  • ผล : ผลเป็นรูปกึ่งสามเหลี่ยม มีสันเห็นได้ชัด ผิวเปลือกมีขนนุ่มหรือเกลี้ยง ผลมีขนาดยาวประมาณ 2-3.5 มม. ระยางค์เป็นสีขาวหม่น ๆ มักเรียงกันเป็นวง 2 วง วงในจะยาวกว่าวงนอก ยาวประมาณ 5-7 มม.
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือวิธีการตอนกิ่ง
ส่วนที่ใช้ : ใบ
สรรพคุณ : ใบ ใช้เป็นยาชง มีฤทธิ์เป็นยาช่วยย่อยและเป็นยากระตุ้น
ถิ่นที่อยู่ : กะพวนมะพร้าว เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามบริเวณป่าดิบ ทุ่งหญ้าคา และบริเวณฝั่งน้ำทั่วไป
อ้่างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

เกล็ดมังกร (Dischidia minor merr)



ชื่ออื่น ๆ : กะปอดไม้ (เชี่ยงใหม่-ชุมพร) เกล็ดมังกร,เบี้ย (ภาคกลาง) หญ้าเกล็ดลิ่น(ชลบุรี)
ชื่อวิทยาศาตร์ Dischidia minor merr.
วงศ์ : ASCLEPIASACEAE

ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นพัน เลื้อยเกาะยึดกับลำต้นไม้อื่นย้อยห้อยเป็นสายลง
  • ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปกลม ขนาดเล็ก ปลายแหลมเป็นติ่งเล็ก ๆ ริมขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้างและยาวประมาณ 5-11 มม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้นยาวเพียง 2 มม.
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อสั้น ๆ ลักษณะของดอกกลีบ และกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อ คล้ายรูปคนโท กลีบดอกมีสีแดง ยาวประมาณ 3 มม. ปลายกลีบเว้าเล็กน้อย ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้และตัวเมียเชื่อมติดกัน
  • ผล : มีลักษณะเป็นฝักโค้ง บริเวณเหนือจุดกึ่งกลางแหลมเรียวเป็นจะงอยใต้จุดกึ่งกลางเป็นรูปรีเบี้ยว ข้างในฝักมีเมล็ดแบนขนาดของฝักยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบสด
สรรพคุณ :
  • ลำต้น เป็นยาแก้อักเสบ แก้ปวดบวม
  • ใบสด นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณแผลพุพอง
ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบตามบริเวณป่าเบญจพรรณ
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

เกล็ดนาคราช



ชื่ออื่น ๆ : กีบม้าลม (เชียงใหม่) เกล็ดนาคราช (เชียงใหม่-ระนอง) เบี้นไม้ (ภาคเนือ) ปรือเปราะ (เขมร)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dischidia imbricata Warb.
วงศ์ : ASCLEPIADACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้เลื้อย ที่มีลำต้นเรียวเล็ก จะยึดเกาะตามต้นไม้อื่น ลำต้นเป็นข้อและจะมีรากงอกออกมา
  • ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปกลม แบน หรือนูน ผิวเนื้อใบเป็นตุ่มเหมือนกับมีถุงลมอยู่ข้างใน อวบน้ำ ขนาดของใบมีความกว้างและยาวประมาณ 205-302 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกันบริเวณข้อลำต้น
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ขนาดเล็ก ลักษณะของดอกมีกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท มีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ข้างในกลีบมีขน และเกสรตัวผู้อยู่ 5 อันเชื่อมติดกัน
การขยายพันธ์ : เป็นพรรณไม้ที่มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกลำต้น
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบสด
สรรพคุณ :
  • ลำต้น เป็นยาแก้อักเสบและปวดบวม
  • ใบสด นำเอามาตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกตามบริเวณแผลผุพองทั่วไป
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กรรณิกา(Night Jasmine)



ชื่ออื่น ๆ : กันลิกา
ชื่อสามัญ : Night Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes abor-tristiis Linn
วงศ์ : VERBENACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มที่มีขนาดเล็ก จนถึงขนาดกลาง
  • ใบ : ใบหนา ค่อนข้างแข็ง ลักษณะโคนใบมน ปลายใบแหลมขนาดใบโตเท่ากับใบมะยม พื้นผิวใบหยาบ สากระคายมือ
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ คล้ายกับดอกพริกป่าหรือดอกพุดฝรั่ง ลักษณะของดอก โคนดอกเป็นหลอด ปลายดอกแยกเป็นกลีบประมาณ 5-7 กลีบ มีลักษณะเป็นจานคล้ายรูปกงจักรดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนก้านดอกมีสีแดง หรือสีส้ม (แสด)
การขยายพันธุ์ : เป็นพันธุ์ไม้ที่มักปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามบ้าน ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง
ส่วนที่ใช้ : ใบ, เปลือก, ดอก
สรรพคุณ :
  • ใบ ใช้แก้โรคปวดตามข้อ แก้ไข้ เป็นยาระบาย ยาขับน้ำดี ยาขมเจริญอาหาร ยาแก้ตานขโมย
    วิธีใช้ใบ ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำตาลดื่ม
  • เปลือก ใช้เปลือกชั้นใน แก้ปวดศีรษะ
    วิธีใช้ ด้วยการต้มเปลือกน้ำดื่มหรือนำไปผสมกับปูนขาวก็จะให้เป็นสีแดง
  • ดอก แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ราก เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงผิวหนังให้สดชื่น แก้ลมและดี แก้ผมหงอก แก้อุจจาระเป็นพรรดึก แก้ไอใช้ต้มหรือฝนรับประทาน
ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบอยู่ทั่วไป ในทวีปเอเชียเขตร้อน เช่น ในประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย และในประเทศไทย เป็นต้น
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กรดน้ำ



ชื่ออื่น ๆ : หนวดแมว ขัดมอนเล็ก(ภาคกลาง) , กัญชาป่า กระต่ายจามใหญ่ มะไฟเดือนห้า (กรุงเทพฯ), หญ้าหัวแมงฮุน หญ้าจาดตู้ด (ภาคเหนือ), ช้างไลดุ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าพ่ำสามวัน(ฉาน-แม่ฮ่องสอน), เทียนนา(จันทบุรี) ตานซาน(ปัตตานี), หูปลาช่อนตัวผู้(ตราด), ขัดมอนเทศ(ตรัง), แหย่กานฉ่าน(จีนกลาง), เอี่ยกำเช่า(แต้จิ๋ว)
ชื่อสามัญ : Sweet Broomweed, Macao tea
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scoparia dulcis
วงศ์ :SCROPHULARIACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นไร้ขน มีความสูงประมาณ 25-80 ซม.
  • ใบ : เป็นสีเขียวแก่ ใบเล็ก ขอบของใบจะหยักแบบฟันปลายาวประมาณ 1-2 นิ้ว ใบออกตรงข้ามกันเป็นเกลียวรอบกิ่ง
  • กิ่ง : กิ่งเล็กเรียว กิ่งแผ่สาขามาก
  • ดอก : ดอกสีขาว เล็ก กลีบเลี้ยงมีจำนวน 4 กลีบ เกสรตัวเมียมี 1 อัน ต้นหนึ่งจะมีดอกมาก
ส่วนที่ใช้ : ใบ, ลำต้น, ราก
สรรพคุณ :
  • ใบ ใช้ขับระดูขาว แก้ไอ ลดไข้ บำรุงธาตุ แก้ปวดฟัน หลอดลมอักเสบ
  • ลำต้น ลดอาการเป็นหัด คอเจ็บ จุกเสียด อาเจียน แก้ไอ ลดไข้ ท้องเดิน ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ แก้ผื่นคัน แก้ขัดเบา แก้ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ลดอาการบวมน้ำจากปัสสาวะ
  • ราก ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ เป็นต้น
ตำรับยา
  1. เด็กที่เป็นไข้ให้ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำ ใส่น้ำตาลพอมีรสชาติ แล้วกรองเอาน้ำกิน
  2. เป็นผื่นคัน ให้ใช้ลำต้นที่สดตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาที่เป็น
  3. ขาบวมเนื่องจากเป็นโรคเหน็บชา ใช้ลำต้นที่สดขนาด 30 กรัม แล้วเอากินทุกเช้า-เย็นหลังอาหาร
  4. เป็นหัด ให้ใช้ลำต้นที่สด ต้มแล้วกรองเอาน้ำกินติดต่อกัน 3 วัน
  5. ลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ปัสสาวะขัด ใช้ลำต้นขนาด 15-30 กรัม ต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำกิน
  6. มีอาการเจ็บคอ ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 120 กรัมตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง รับประทาน
  7. ไอ ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 30-60 กรัม ต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำรับประทาน
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กกลังกา



ชื่ออื่นๆ : กกต้นกลม, กกขนาก, หญ้าลังดา, กกดอกแดง
ชื่อสามัญ : Umbella plant, Flatsedge
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyperus alternifolius L.
วงศ์ : Cyperaceae
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นออกเป็นกอมีหัวอยู่ใต้ดิน คล้ายจำพวกขิงหรือเร่ว ลำต้นมีความสูงประมาณ 100-150 ซม. ลักษณะของลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน ลำต้นกลมมีสีเขียว
  • ใบ : ใบจะออกแผ่ซ้อน ๆ กัน อยู่ปลายยอดของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาว ปลายใบแหลม กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 18-19 ซม. ใบมีสีเขียว ริมขอบ ใบเรียบใต้ท้องใบสาก ลำต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 18-25 ใบ
  • ดอก : ดอกออกเป็นกระจุก อยู่รวมกันเป็นใบ ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวแกมเขียว ก้านดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ สีเขียว ยาวประมาณ 6-7 ซม. ดอกแก่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน
การขยายพันธุ์ : กกลังกา เป็นพันธุ์ไม้มักจะขึ้นตามบริเวณที่ ๆ เป็นโคลนหรือน้ำ เช่นข้างแม่น้ำ ลำคลอง สระ หรือบ่อน้ำ มีการขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ลำต้น, ใบ, ดอก, ราก, หัว
สรรพคุณ :
  • ลำต้น ทำลายดีอันผูกไว้ซึ่งพิษ ขับน้ำดีให้ตกลำไส้
  • ใบ ฆ่าแม่พยาธิ ซึ่งเป็นตัวนำเชื้อโรคทั้งหมด
  • ดอก แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย หรือปากซีด
  • ราก เป็นยาแก้ช้ำภายใน ขับเลือดเสียออกจากร่ากาย
  • หัว เป็นยาแก้เสมหะเฟื่อง แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ และ ทำให้อยากอาหาร
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กระเจี๊ยบแดง



ชื่ออื่น ๆ : กระเจี๊ยบเปรี้ยว(ภาคกลาง), ส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ), ส้มปู(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ส้มตะเลงเครง(ตาก) , ผักเก็งเค็ง,ส้มพอเหมาะ
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorrel, Rosella
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa Linn.
วงศ์ : Malvaceae

ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชปีเดียว ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสีม่วงแดง
  • ใบ : มีลักษณะอยู่หลายชนิด ขอบใบเว้าลึก 3 หยัก หรือเรียบตัวใบเป็นรูปเรียวแหลม สำหรับก้านของใบนั้นจะยาวประมาณ 5ซม.
  • ดอก : ดอกมีสีชมพูตรงหลางจะมีสีเข้มกว่าส่วนนอก ดอกจะออกบริเวณง่ามใบก้านดอกจะสั่น กลีบรองดอกจะมีลักษณะเป็นปลายแหลมมีประมาณ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้มีสีแดงเข้มหักง่าย มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม.
  • ผล : เป็นรูปรีปลายแหลม ผลยาวประมาณ 2.5 ซม. ห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง
  • เมล็ด : ส่วนในของเมล็ดรูปไต เป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก
การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์จะปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี
ส่วนที่ใช้ : ยอด ใบ กลีบเลี้ยง เมล็ด (ยอดและใบใช้สด กลีบเลี้ยงใช้ตากแห้ง และใบสด เมล็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้ง)
สรรพคุณ :
  • ยอดและใบ ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ เป็นยาบำรุงธาตุและยาระบาย ใช้ภายนอกคือ ตำพอกฝี ต้มชะล้างแผล วิธีใช้โดยแกงหรือต้มกิน ใช้ภายนอก โดยเอาใบตำให้ละเอียดแล้วนำมาประคบฝีต้มเอาน้ำมาล้างแผล
  • กลีบเลี้ยง ทำให้สดชื่น ขับปัสสาวะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ วิธีใช้ โดยใช้ชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำกิน ใช้ที่ตากแห้งแล้วประมาณ 5-10 กรัม
  • เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ เป็นยาระบาย วิธีใช้บดให้ละเอียดเป็นผงผสมกินหรือต้มน้ำกิน ใช้เมล็ดที่แห้ง
ถิ่นที่อยู่ : มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและประเทศอินเดีย
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

อับเดทข่าวสารทั่วไป

More Post>> »

ข่าวสาร "สาสุข"

More Post>> »
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. เด็กสาสุข ออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger