เด็กสาสุข ออนไลน์
Headlines News :

Latest Post

หนังสือ เลิกดื่มเหล้ากันเถอะนะ

Written By เด็กสาสุข on วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555 | 20:32

เป็นหนังสือที่อธิบายถึงกระบวนการติดเหล้าว่าติดได้อย่างไร เหล้าไม่ดีอย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าในตอนนี้คุณติดเหล้าไปแล้ว และจะมีกระบวนการเลิกเหล้าต้องทำอย่างไร รวมทั้งรายละเอียดด้านกฎหมาย และสถานที่ขอคำปรึกษาสำหรับการเลิกเหล้า


อ้างอิง

คู่มือ พลังงานทางเลือก



คู่มือพลังงานทางเลือกเพื่อสุขภาพในชุมชนฉบับนี้ ประกอบด้วยเนื้อหา
ที่ ไม่เพียงแต่ครอบคลุมถึงเทคนิควิชาการเทคโนโลยีรูปแบบต่างๆ การวิเคราะห์ถึง
ความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
แต่ยังได้กล่าวถึง บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  กรณีศึกษาชุมชน
ต้นแบบ รวมถึงการประเมินผลโครงการอีกด้วย และเพื่อให้คู่มือฉบับนี้ สามารถใช้
งานได้สะดวกยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดทําแบบจําลองโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วย
อํานวยความสะดวกในการคํานวณและวิเคราะห์สมดุลพลังงาน และวิเคราะห์ความ
เป็นไปได้ของโครงการด้านพลังงานทางเลือกต่างๆ


           คณะผู้เขียน : ดร.เดชรัต สุขกําเนิด  นิธิวดี มณีวัฒน  ดร.สายจิตร จะวะนะ  ดร.ธีระสูต สุขกําเนิด
ธีวินทร์ จิตรสถาพ  ดวงดาว  ธรรมติน  ปิยะรัตน์ เซ้าซี้้้ ยวิษฐา พิทักษ์วัชระ  อุสาห์ บุญบํารุง
และ ดิรก สาระวดี


อ้างอิง

กำยาน(Siam Benzoin Sumatar Benzoin)



ชื่ออื่น ๆ : กำยาน กำยานไทย (ภาคกลาง) , กำยาน (ภาคเหนือ), เซ่พอบอ(กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) เข้ว (ละว้า-เชียงใหม่) เกลือตานตุ่น (ศรีสะเกษ) ชาติสมิง (นครพนม) กำมะแย กำยานสุมาตร (นราธิวาส,มาเลเซีย) เบนซอย (นอกประเทศ)
ชื่อสามัญ : Siam Benzoin Sumatar Benzoinชื่อวิทยาศาสตร์ : Styrax tonkinensis Craib Styrax paralleloneurus Perkins Styrax benzoin Dry.
วงศ์ : STYRACACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เปลือกของลำต้นเป็นสีเทา หรือสีหม่น ๆ มีขนเล็กน้อ
  • ใบ : ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ยาวเรียว ปลายแหลม ขอบของมันเป็นหยักเล็กน้อย ใบมีขน ความยาวของใบประมาณ 7.5-12.5 ซม.
  • ดอก : ดอกเป็นสีชมพู-แดง หรือสีขาว (ด้านในของดอกจะเป็นสีชมพู-แดง ด้านนอกเป็นสีขาว) ดอกออกเป็นกระจุก หรือออกเป็นช่อ ดอกของมันมีขน
  • ผล : ผลกลมเล็กน้อย เป็นประเภท drupe ผิวสีน้ำตาลและแข็ง
ส่วนที่ใช้ : ยางที่ได้จากลำต้น หรือเปลือก
สรรพคุณ :
  • ยาง ของมันมีกลิ่นหอม ใช้เป็นยาบำรุงเส้น แก้ลม แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ สมานแผล ดับกลิ่นเน่าเหม็นทุกประเภท เมื่อนำมาผสมกับขี้ผึ้งใช้ทาแก้โรคเชื้อรา น้ำกัดเท้า ทาแผล ใช้เผาไฟเอาควันอบห้องซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคในอากาศ เป็นยาไล่ยุงริ้น นอกจากใช้ยาทางแล้ว ยังสามารกถใช้ทำธูป ทำกระแจะ หรือเครื่องหอมอีกด้วย
ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้ชนิดนี้ มีอยู่ทั่วไปในแถบร้อน เช่นแหลมมลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา เกาะบอนิโอ และในประเทศไทย
หมายเหตุ : ยางของกำยาน ที่นำมาใช้ทางยานั้นให้เลือกเอาต้นที่มีอายุ 3-6 ปี เพราะในช่วงนี้ยางที่ออกเป็นมาจะมีกลิ่นหอม และสีของมันขาวบริสุทธิ์ ซึ่งจัดว่าเป็นยางชั้นหนึ่ง เรียกว่า head benzoin ส่วนลำต้นที่มีอายุ 7-9 ปี นั้นยางที่ออกเป็นสีน้ำตาล เรียกว่า belly benzoin และสำหรับลำต้นที่มีอายุมากกว่า 9 ปี ขึ้นไป ยางของมันจะเป็นสีน้ำตาลดำ เรียกว่า foot benzoin ยางในช่วงนี้เป็นยาวที่สกปรก วิธีทำ โดยการใช้มีด หรือของมีคม สับฟันลำต้นหรืออเปลือกของมัน ให้ยางออก แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 60 วัน เพื่อให้มันแห้งแข็งเสียก่อน แล้วแกะออกจากลำต้น ซึ่งเรียกว่า Tear “กำยาน (พายัพ) ชาดสมิง (นครพนม) สะดาน (เขมร-สุรินทร์) เข้ว (ละว้า-เชียงใหม่) เซ่พ่อบอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) ” in Saim. Plant. Names 1948,p. ,457 “Benzoin”, Styrax benzoindes Guillaumin, styrax benzoindes Vanpruk,1923,p.22 “กำยาน”
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กานพลู(clove)



ชื่ออื่น ๆ : กานพลู(ภาคกลาง) ดอกจันทร์ (เชียงใหม่) จันจี่ (ภาคเหนือ)
ชื่อสามัญ : clove
ชื่อวิทยาศาสตร์ : cloveEugsnia Aromatica (Caryophyllum) Eugenia caryophyllus Bullock & Harrison
วงศ์ : MYYRTACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูง ราว9-15 เมตร ผิวของมันเป็นสีเหลืองน้ำตาล
  • ใบ : ใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวของใบเรียบมัน ค่อนข้างหนา ใบยาวประมาณ 4 นิ้ว กว้างประมาณ 2 นิ้ว รูปลักษณะของมันปลายและโคนใบแหลม เป็นรูปยาวรี
  • ดอก : ดอกเป็นสีเขียวอมแดงเลือดหมู หรือสีขาวอมเขียว ดอกจะออกเป็นกระจุก หรือเป็นช่อ ประมาณ 15-20 ดอก คล้ายดอกขจร
  • ผล : ผลมีสีน้ำตาลเข้ม ผลของมันมีขนาดยาวประมาณ 1 ซม. และมีขนาดยาวประมาณ1 ซม. และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3-0.4 ซม.
การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง นำไปปลูกในดินร่วนซุย หรือในดินที่มีปุ๋ย อินทรีย์วัตถุ ต้องการน้ำปานกลาง
ส่วนที่ใช้ :
  • ดอก ซึ่งมีรสเผ็ด ใช้เป็นยาแก้พิษโลหิต แก้ปวดท้อง แก้ลมเป็นเหน็บชา แก้พิษน้ำเหลือง น้ำคาวปลา แก้อุจจาระให้เป็นปรกติ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน แก้หืดละลายเสมหะ ดับกลิ่นปาก แก้รัตตปิตตโรค เป็นต้น ดอกเมื่อตากแห้งแล้ว เป็นสีแดงน้ำตาล นำมากลั่นใช้ 0.12-0.3 กรัม หรือ 2-5 เกรน จะเป็นยาแก้ท้องขึ้นธาตุพิการขับผายลมในลำไส้ เป็นยาบำรุง และน้ำมันจากการพลูซึ่งกลั่นออกมา ใช้เป็นยาระงับกระดูก แก้ปวดท้อง ขับผายลม และใช้สำลีชุบนำมาอุดฟันที่ปวด
ถิ่นที่อยู่ : ปลูกมากในบริเวณ เกาะสุมาตรา เกาะทะเลอินเดีย เกาะมอล็อกกา ประเทศอเริกา ประเทศแอฟริกา และประเทศไทย
อ้างอิง :?พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กะพวนมะพร้าว



ชื่ออื่น ๆ : จวง อ้ายเหนียวหมา(นครราชสีมา) กะพวนมะพร้าว(สงขลา) ขี้อ้น(ยะลา) นวลแป้ง(สุราษฎณ์ธานี) ตอนและ(กระบี่)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวิทยาศาสตร์ : vernonia arborea Ham.
วงศ์?: COMPOSITAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีลำต้นตั้งตรง มีความสูงประมาณ .5-36 เมตร ผิวเปลือกมีสีขาว กิ่งก้านอ่อนจะมีขน หรือมีต่อม
  • ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปรี หรือรูปไข่ โคนใบสอบเข้าหากันหรือมน ปลายใบแหลมเรียว ริมขอบใบเรียบ หลังใบเกลี้ยงใต้ท้องใบมีต่อมเป็นจุด ขนาดของใบกว้างประมาณ 1.5-4.5 นิ้ว ยาวประมาณ 3-10.5 นิ้ว และก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 นิ้ว
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ตามบริเวณปลายยอด ลักษณะของดอกเป็นกระจุก กลีบดอกมีสีขาว ชมพู หรือม่วง ยาวราว 5-7 มม. โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อ ส่วนปลายกลีบจะหยักเป็น 5 แฉก ในท่อดอกมีเกสรตัวเมียแยกเป็นแฉก
  • ผล : ผลเป็นรูปกึ่งสามเหลี่ยม มีสันเห็นได้ชัด ผิวเปลือกมีขนนุ่มหรือเกลี้ยง ผลมีขนาดยาวประมาณ 2-3.5 มม. ระยางค์เป็นสีขาวหม่น ๆ มักเรียงกันเป็นวง 2 วง วงในจะยาวกว่าวงนอก ยาวประมาณ 5-7 มม.
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือวิธีการตอนกิ่ง
ส่วนที่ใช้ : ใบ
สรรพคุณ : ใบ ใช้เป็นยาชง มีฤทธิ์เป็นยาช่วยย่อยและเป็นยากระตุ้น
ถิ่นที่อยู่ : กะพวนมะพร้าว เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามบริเวณป่าดิบ ทุ่งหญ้าคา และบริเวณฝั่งน้ำทั่วไป
อ้่างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

เกล็ดมังกร (Dischidia minor merr)



ชื่ออื่น ๆ : กะปอดไม้ (เชี่ยงใหม่-ชุมพร) เกล็ดมังกร,เบี้ย (ภาคกลาง) หญ้าเกล็ดลิ่น(ชลบุรี)
ชื่อวิทยาศาตร์ : Dischidia minor merr.
วงศ์ : ASCLEPIASACEAE

ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นพัน เลื้อยเกาะยึดกับลำต้นไม้อื่นย้อยห้อยเป็นสายลง
  • ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปกลม ขนาดเล็ก ปลายแหลมเป็นติ่งเล็ก ๆ ริมขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้างและยาวประมาณ 5-11 มม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้นยาวเพียง 2 มม.
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อสั้น ๆ ลักษณะของดอกกลีบ และกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อ คล้ายรูปคนโท กลีบดอกมีสีแดง ยาวประมาณ 3 มม. ปลายกลีบเว้าเล็กน้อย ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้และตัวเมียเชื่อมติดกัน
  • ผล : มีลักษณะเป็นฝักโค้ง บริเวณเหนือจุดกึ่งกลางแหลมเรียวเป็นจะงอยใต้จุดกึ่งกลางเป็นรูปรีเบี้ยว ข้างในฝักมีเมล็ดแบนขนาดของฝักยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบสด
สรรพคุณ :
  • ลำต้น เป็นยาแก้อักเสบ แก้ปวดบวม
  • ใบสด นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณแผลพุพอง
ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบตามบริเวณป่าเบญจพรรณ
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

เกล็ดนาคราช



ชื่ออื่น ๆ : กีบม้าลม (เชียงใหม่) เกล็ดนาคราช (เชียงใหม่-ระนอง) เบี้นไม้ (ภาคเนือ) ปรือเปราะ (เขมร)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dischidia imbricata Warb.
วงศ์ : ASCLEPIADACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้เลื้อย ที่มีลำต้นเรียวเล็ก จะยึดเกาะตามต้นไม้อื่น ลำต้นเป็นข้อและจะมีรากงอกออกมา
  • ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปกลม แบน หรือนูน ผิวเนื้อใบเป็นตุ่มเหมือนกับมีถุงลมอยู่ข้างใน อวบน้ำ ขนาดของใบมีความกว้างและยาวประมาณ 205-302 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกันบริเวณข้อลำต้น
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ขนาดเล็ก ลักษณะของดอกมีกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท มีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ข้างในกลีบมีขน และเกสรตัวผู้อยู่ 5 อันเชื่อมติดกัน
การขยายพันธ์ : เป็นพรรณไม้ที่มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกลำต้น
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบสด
สรรพคุณ :
  • ลำต้น เป็นยาแก้อักเสบและปวดบวม
  • ใบสด นำเอามาตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกตามบริเวณแผลผุพองทั่วไป
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กรรณิกา(Night Jasmine)



ชื่ออื่น ๆ : กันลิกา
ชื่อสามัญ : Night Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes abor-tristiis Linn
วงศ์ : VERBENACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มที่มีขนาดเล็ก จนถึงขนาดกลาง
  • ใบ : ใบหนา ค่อนข้างแข็ง ลักษณะโคนใบมน ปลายใบแหลมขนาดใบโตเท่ากับใบมะยม พื้นผิวใบหยาบ สากระคายมือ
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ คล้ายกับดอกพริกป่าหรือดอกพุดฝรั่ง ลักษณะของดอก โคนดอกเป็นหลอด ปลายดอกแยกเป็นกลีบประมาณ 5-7 กลีบ มีลักษณะเป็นจานคล้ายรูปกงจักรดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนก้านดอกมีสีแดง หรือสีส้ม (แสด)
การขยายพันธุ์ : เป็นพันธุ์ไม้ที่มักปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามบ้าน ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง
ส่วนที่ใช้ : ใบ, เปลือก, ดอก
สรรพคุณ :
  • ใบ ใช้แก้โรคปวดตามข้อ แก้ไข้ เป็นยาระบาย ยาขับน้ำดี ยาขมเจริญอาหาร ยาแก้ตานขโมย
    วิธีใช้ใบ ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำตาลดื่ม
  • เปลือก ใช้เปลือกชั้นใน แก้ปวดศีรษะ
    วิธีใช้ ด้วยการต้มเปลือกน้ำดื่มหรือนำไปผสมกับปูนขาวก็จะให้เป็นสีแดง
  • ดอก แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ราก เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงผิวหนังให้สดชื่น แก้ลมและดี แก้ผมหงอก แก้อุจจาระเป็นพรรดึก แก้ไอใช้ต้มหรือฝนรับประทาน
ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบอยู่ทั่วไป ในทวีปเอเชียเขตร้อน เช่น ในประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย และในประเทศไทย เป็นต้น
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กรดน้ำ



ชื่ออื่น ๆ : หนวดแมว ขัดมอนเล็ก(ภาคกลาง) , กัญชาป่า กระต่ายจามใหญ่ มะไฟเดือนห้า (กรุงเทพฯ), หญ้าหัวแมงฮุน หญ้าจาดตู้ด (ภาคเหนือ), ช้างไลดุ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าพ่ำสามวัน(ฉาน-แม่ฮ่องสอน), เทียนนา(จันทบุรี) ตานซาน(ปัตตานี), หูปลาช่อนตัวผู้(ตราด), ขัดมอนเทศ(ตรัง), แหย่กานฉ่าน(จีนกลาง), เอี่ยกำเช่า(แต้จิ๋ว)
ชื่อสามัญ : Sweet Broomweed, Macao tea
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scoparia dulcis
วงศ์ :SCROPHULARIACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นไร้ขน มีความสูงประมาณ 25-80 ซม.
  • ใบ : เป็นสีเขียวแก่ ใบเล็ก ขอบของใบจะหยักแบบฟันปลายาวประมาณ 1-2 นิ้ว ใบออกตรงข้ามกันเป็นเกลียวรอบกิ่ง
  • กิ่ง : กิ่งเล็กเรียว กิ่งแผ่สาขามาก
  • ดอก : ดอกสีขาว เล็ก กลีบเลี้ยงมีจำนวน 4 กลีบ เกสรตัวเมียมี 1 อัน ต้นหนึ่งจะมีดอกมาก
ส่วนที่ใช้ : ใบ, ลำต้น, ราก
สรรพคุณ :
  • ใบ ใช้ขับระดูขาว แก้ไอ ลดไข้ บำรุงธาตุ แก้ปวดฟัน หลอดลมอักเสบ
  • ลำต้น ลดอาการเป็นหัด คอเจ็บ จุกเสียด อาเจียน แก้ไอ ลดไข้ ท้องเดิน ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ แก้ผื่นคัน แก้ขัดเบา แก้ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ลดอาการบวมน้ำจากปัสสาวะ
  • ราก ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ เป็นต้น
ตำรับยา
  1. เด็กที่เป็นไข้ให้ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำ ใส่น้ำตาลพอมีรสชาติ แล้วกรองเอาน้ำกิน
  2. เป็นผื่นคัน ให้ใช้ลำต้นที่สดตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาที่เป็น
  3. ขาบวมเนื่องจากเป็นโรคเหน็บชา ใช้ลำต้นที่สดขนาด 30 กรัม แล้วเอากินทุกเช้า-เย็นหลังอาหาร
  4. เป็นหัด ให้ใช้ลำต้นที่สด ต้มแล้วกรองเอาน้ำกินติดต่อกัน 3 วัน
  5. ลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ปัสสาวะขัด ใช้ลำต้นขนาด 15-30 กรัม ต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำกิน
  6. มีอาการเจ็บคอ ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 120 กรัมตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง รับประทาน
  7. ไอ ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 30-60 กรัม ต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำรับประทาน
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กกลังกา



ชื่ออื่นๆ : กกต้นกลม, กกขนาก, หญ้าลังดา, กกดอกแดง
ชื่อสามัญ : Umbella plant, Flatsedge
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus alternifolius L.
วงศ์ : Cyperaceae
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นออกเป็นกอมีหัวอยู่ใต้ดิน คล้ายจำพวกขิงหรือเร่ว ลำต้นมีความสูงประมาณ 100-150 ซม. ลักษณะของลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน ลำต้นกลมมีสีเขียว
  • ใบ : ใบจะออกแผ่ซ้อน ๆ กัน อยู่ปลายยอดของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาว ปลายใบแหลม กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 18-19 ซม. ใบมีสีเขียว ริมขอบ ใบเรียบใต้ท้องใบสาก ลำต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 18-25 ใบ
  • ดอก : ดอกออกเป็นกระจุก อยู่รวมกันเป็นใบ ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวแกมเขียว ก้านดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ สีเขียว ยาวประมาณ 6-7 ซม. ดอกแก่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน
การขยายพันธุ์ : กกลังกา เป็นพันธุ์ไม้มักจะขึ้นตามบริเวณที่ ๆ เป็นโคลนหรือน้ำ เช่นข้างแม่น้ำ ลำคลอง สระ หรือบ่อน้ำ มีการขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ลำต้น, ใบ, ดอก, ราก, หัว
สรรพคุณ :
  • ลำต้น ทำลายดีอันผูกไว้ซึ่งพิษ ขับน้ำดีให้ตกลำไส้
  • ใบ ฆ่าแม่พยาธิ ซึ่งเป็นตัวนำเชื้อโรคทั้งหมด
  • ดอก แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย หรือปากซีด
  • ราก เป็นยาแก้ช้ำภายใน ขับเลือดเสียออกจากร่ากาย
  • หัว เป็นยาแก้เสมหะเฟื่อง แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ และ ทำให้อยากอาหาร
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กระเจี๊ยบแดง



ชื่ออื่น ๆ : กระเจี๊ยบเปรี้ยว(ภาคกลาง), ส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ), ส้มปู(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ส้มตะเลงเครง(ตาก) , ผักเก็งเค็ง,ส้มพอเหมาะ
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorrel, Rosella
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa Linn.
วงศ์ : Malvaceae

ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชปีเดียว ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสีม่วงแดง
  • ใบ : มีลักษณะอยู่หลายชนิด ขอบใบเว้าลึก 3 หยัก หรือเรียบตัวใบเป็นรูปเรียวแหลม สำหรับก้านของใบนั้นจะยาวประมาณ 5ซม.
  • ดอก : ดอกมีสีชมพูตรงหลางจะมีสีเข้มกว่าส่วนนอก ดอกจะออกบริเวณง่ามใบก้านดอกจะสั่น กลีบรองดอกจะมีลักษณะเป็นปลายแหลมมีประมาณ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้มีสีแดงเข้มหักง่าย มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม.
  • ผล : เป็นรูปรีปลายแหลม ผลยาวประมาณ 2.5 ซม. ห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง
  • เมล็ด : ส่วนในของเมล็ดรูปไต เป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก
การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์จะปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี
ส่วนที่ใช้ : ยอด ใบ กลีบเลี้ยง เมล็ด (ยอดและใบใช้สด กลีบเลี้ยงใช้ตากแห้ง และใบสด เมล็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้ง)
สรรพคุณ :
  • ยอดและใบ ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ เป็นยาบำรุงธาตุและยาระบาย ใช้ภายนอกคือ ตำพอกฝี ต้มชะล้างแผล วิธีใช้โดยแกงหรือต้มกิน ใช้ภายนอก โดยเอาใบตำให้ละเอียดแล้วนำมาประคบฝีต้มเอาน้ำมาล้างแผล
  • กลีบเลี้ยง ทำให้สดชื่น ขับปัสสาวะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ วิธีใช้ โดยใช้ชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำกิน ใช้ที่ตากแห้งแล้วประมาณ 5-10 กรัม
  • เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ เป็นยาระบาย วิธีใช้บดให้ละเอียดเป็นผงผสมกินหรือต้มน้ำกิน ใช้เมล็ดที่แห้ง
ถิ่นที่อยู่ : มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและประเทศอินเดีย
อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

4 วิธีดึงสติสร้างสมาธิ




ปรารถนาจะเรียนหนังสือเก่ง ทำงานดี มีความจำเลิศ อย่าละเลยการสร้าง “สมาธิ” ตัวช่วยสำคัญหยุดจิตสับสน ว้าวุ่น ทำสมองปลอดโปร่ง ฝึกง่าย ๆ ด้วย 4 วิธี
          สร้างสมาธิก่อนเรียน หรือ ทำงาน โดย นั่งบนเก้าอี้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องหลับตา เพียงให้มีสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก กำหนดจุดเพ่งมอง ปฏิบัติประมาณ 5-10 นาที ช่วยขจัดความยุ่งเหยิงทางใจ สมองคลายเครียด พร้อมใช้ความคิด ทั้งยังรับรู้ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
          ลดความเร็วในการเดิน ให้ จิตใจจดจ่ออยู่กับการก้าว สลับกับพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ช่วยผ่อนคลายความเครียด และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สามารถประยุกต์ใช้เมื่อเดินเล่น เดินไปเรียน และทำงานได้
          รับประทานช้าลง โดย ค่อยๆ ตักอาหาร และเคี้ยวให้ละเอียด ไม่เพียงลดอาการท้องอืด และลดการทำงานหนักของกระเพาะอาหาร ยังเป็นการฝึกรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำด้วย
          เลี่ยงคาเฟอีนเข้มข้น แม้ คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ลดความง่วง เหนื่อยล้า เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็ว และมีสมาธิขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับในปริมาณไม่มากเกินไป โดยเฉพาะวัยเรียน อาจลดความเข้มข้นจากการดื่มกาแฟเป็นชาแทน
          หากต้องการกำจัดความฟุ้งซ่าน เข้าสู่โหมดสงบ มีสติ ลองสร้างสมาธิด้วยวิธีข้างต้น สามารถฝึกปฏิบัติได้ทุกที่ เมื่อสติมาปัญญาย่อมเกิดแน่นอน

4 ท่านอนกอด หลับสบาย




ทุกค่ำคืนบนเตียงนุ่มๆ ในห้องนอน คู่รักสามารถแสดงความรักที่มีต่อกันอย่างง่ายๆ ด้วยการกอด เพื่อเติมความหวานและความโรแมนติกให้แก่กัน
ทว่าการนอนกอดกันจะว่าง่ายก็ใช่ แต่กอดให้ส่วนสัดของร่างกายแนบชิด สอดรับกันโดยไม่ทำให้ปวดเมื่อยหรือสร้างความรำคาญนั้นต้องรู้เทคนิค ซึ่งท่านอนกอดที่เหมาะสมสำหรับคู่รักมีแนะนำ 4 ท่า
        เริ่มจากท่าแรก 'เอ็กซ์คาลิเบอร์' หนึ่งคนนอนหงาย อีกคนนอนตะแคงหันเข้าหาคู่ โดยคนที่นอนหงายให้วางแขนตามสบายไว้ข้างลำตัว แขนอีกข้างอาจวางบนช่วงท้องเพื่อให้คนรักได้สัมผัสมือ ส่วนฝ่ายที่นอนตะแคง มีเทคนิคลดปวดเมื่อย คือ วางหลังติดกับที่นอนให้มาก จะได้ไม่ต้องนอนทับถูกแขนของตนทั้งหมด ในส่วนขา สามารถกอดก่ายกันได้ตามถนัด
        ท่าต่อมา 'ไซด์ แซดเดิล' คนหนึ่งนอนคว่ำ อีกคนนอนตะแคง โดย คนที่เป็นฝ่ายนอนคว่ำนั้นจำเป็นต้องใช้หมอนขนาดเล็กมารองไว้บริเวณท้อง เพื่อลดแรงดันของหลัง และชันเข่าขวาขึ้นนิดหน่อย ส่วนฝ่ายที่นอนตะแคงสามารถวางแขนช่วงแผ่นหลังของคนรักเพื่อกอดได้ แต่ควรเหลือช่องว่างช่วงหลังไว้เล็กน้อย ไม่ให้อึดอัด
         ยังมีท่า 'เปเปอร์ ดอลล์' นอนหงายทั้งคู่ จัดเป็นท่า ที่ง่ายและเป็นท่านอนพื้นฐานแสนสบาย สัมผัสกันและกันได้โดยให้คนหนึ่งวางมือข้างลำตัว อีกคนวางมือทับลงมาสัมผัส โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดพลิกข้อมือหงาย ส่วนปลายเท้าเลื่อนมาชิดติดกันและถูไถไปมาด้วยความนุ่มนวล ก็ช่วยสร้างความเพลิดเพลินได้ 
         สุดท้ายท่า 'คลาสสิก สปูน' หรือท่าช้อน ให้ทั้งคู่นอนตะแคงหันไปในทิศทางเดียวกัน ฝ่ายที่อยู่ด้านหลังโอบกอด สอดแขนไปตามแนวใต้รักแร้ซึ่งจะพอดีกับช่วงอก ที่สำคัญคือ ให้หาหมอนขนาดเล็กวางรองบริเวณเข่าของทั้งคู่ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่วงหลังและขา

นั่งไขว่ห้างสาเหตุ ปวดหลัง ปวดคอ




ใครปวดขา ปวดตัว แล้วคิดว่าสาเหตุเป็นเพราะนั่งทำงานหน้าคอมฯ อยากให้ลองเลิก 'นั่งไขว่ห้าง' แล้วดูว่าอาการปวดของคุณ ดีขึ้นหรือไม่

        ใครที่บ่นปวดขา ปวดหลัง ปวดคอ และเชื่อว่าอาการปวดเหล่านั้น ล้วนเกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน คงจะต้องคิดทบทวนดูใหม่ เพราะแม้การนั่งหน้าคอมฯทั้งวันจะทำให้ปวดเมื่อยอยู่บ้าง แต่คุณลองถามตัวเองหรือยังว่า คุณนั่งไขว้ห้าง ตอนพิมพ์งาน หรือ เล่นอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า...?
        การนั่งไขว่ห้าง อาจเป็นท่านั่งสบายๆ สำหรับหลายคน ซึ่งจริงๆ แล้วการนั่งไขว่ห้าง คือ ท่านั่งที่ถ่ายน้ำหนักไปด้านใดด้านหนึ่งซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ ดังนั้นระหว่างที่เรานั่งไขว่ห้าง เส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขาทั้งสองจะถูกแรงของขาทั้งสองบีบเอาไว้ให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องสูบฉีดเลือดให้ร่างกายลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆให้ทั่วถึง

      และนอกจากการนั่งไขว่ห้างจะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย ตั้งแต่ปวดเมื่อยเล็กน้อยไปจนถึงโรคปวดเรื้อรังแล้ว ในบางรายยังมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดหลังลุกจากท่านั่งไขว่ห้างนานๆ หรือ อาจมีอาการปวดบวมที่ขาทั้งสองข้างด้วย 

      ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรนั่งในท่าที่ทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป หรือ หากจะนั่งไขว่ห้างก็ควรสลับเปลี่ยนด้านบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เป็นผลเสียต่อสุขภาพ

กินอย่างไรไม่ให้เบาหวาน กล้ำกราย



กุญแจสำคัญของการป้องกันโรคเบาหวานก็คือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากระดับของคุณอยู่ที่ 100-125 mg/dl เขาจะเรียกว่าเป็นภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) ในขณะที่ต่ำกว่า 100 mg/dl ถือว่าปกติ แต่หากมันพุ่งพรวดเกิน 125 mg/dl นั่นหมายความว่าคุณอาจเป็น 1 ใน 285 ล้านคนทั่วโลกที่เป็นเบาหวาน        อย่ารอให้ถึงตอนนั้นเลย มาป้องกันด้วยอาหารกันก่อนดีกว่า
      1. ดูแลน้ำหนัก         น้ำหนักตัวที่อยู่ในเกณฑ์ปกติเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการป้องกันโรคเบาหวาน เพราะหากคุณมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ร่างกายเราจะประสบปัญหาในการใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยผู้เชี่ยวชาญจาก American ชี้ว่า สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงและคนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติ การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ด้วยการออกกำลังและกินอาหารที่มีประโยชน์เป็นวิธีที่ดีที่สุด และไม่ใช่การไดเอ็ตแบบอดอาหาร

      2. ดื่มกาแฟและชา

         นักวิจัยพบว่า กาแฟและชามีความเกี่ยวข้องกับการลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน โดยการดื่มกาแฟ 3-4 แก้วต่อวัน มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานที่ลดลง 25% ส่วนการดื่มชาเขียวหรือชาดำในปริมาณเท่ากันก็จะลดได้ถึง 18% เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มชาหรือกาแฟเพียงแก้วเดียว

         ข่าวดีก็คือ กาแฟดีแคฟก็ยังให้ผลเดียวกัน โดยอาจลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานถึง 36% นักวิจัยเขาจึงสงสัยว่า ประโยชน์ของชาหรือกาแฟคงไม่ได้อยู่ที่กาเฟอีนแต่เป็นไฟโตนิวเทรียนต์ที่อยู่ในเมล็ดกาแฟหรือใบชามากกว่า

      3. กินใยอาหารมาก ๆ         ใยอาหารก็ช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ เพราะร่างกายของเราจะต้องใช้เวลานานในการย่อยสลายอาหารที่มีใยอาหารสูง คุณจึงควรอ่านฉลากก่อนกินอาหาร และนับปริมาณไฟเบอร์ต่อกรัม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การกินใยอาหารให้ได้วันละ 45-50 กรัม สำหรับคนทั่วไปการกินอาหารเช้าที่มีธัญพืชหรือข้าวโอ๊ตนับเป็นวิธีที่ดีในการกินใยอาหาร เพราอาจมีใยอาหารสูงถึง 1 ใน 3 ของที่ต้องการต่อวัน

         ประโยชน์ทางอ้อมก็คือ การเลือกกินใยอาหารจะทำให้คุณต้องแยกระหว่างคาร์โบไฮเดรต "ดี" กับ "เลว" ไปโดยปริยาย และด้วยคาร์โบโฮเดรต (ดี) ที่มีใยอาหารสูงจะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น แต่จะเพิ่มระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป

      4. อย่าอดอาหาร        การกินอาหารครบทุกมื้อเป็นกิจวัตรสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูงขึ้นจนอาจกระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินซูลินมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องเว้นระยะระหว่างมื้อให้พอเหมาะ หากมื้อใดห่างกันเกิน 4 ชั่วโมงก็ควรจะกินอาหารว่างที่ไม่ก่อโทษ

         ผู้เชี่ยวชาญมากมายแนะนำหลักโภชนาการแบบ "เมดิเตอร์เรเนียน" ซึ่งหมายถึงการกินผักและผลไม้ที่หลากหลาย กินธัญพืช กินถั่ว กินไขมัน อย่างเช่น ไขมันจากน้ำมันมะกอก และกินโปรตีนไม่ติดมัน อย่างเช่น ปลาและเนื้อไก่ นอกจากนี้ คุณเองอย่าลืมหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี๋ยวจำพวกขนมหวานและแป้งขัดสี อย่ากินมื้อใดมื้อหนึ่งเยอะเกินไป ก็จะทำให้คุณห่างไกลจากเบาหวานได้อีกก้าวค่ะ


        Tip :
 สำหรับคนชอบกาแฟ ให้ลองดื่มลาเต้โดยใช้นมไขมันต่ำ เพื่อทดแทนแคลเซียมในกระดูกที่เสื่อมหายไปจากการดื่มเครื่องดื่มกาเฟอีน



อ้างอิง
http://women.thaiza.com 

7 อาหารบำรุงสมอง



ปลา  เป็นอาหารบำรุงสมองยอดฮิต ที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรกๆเลยครับ เพราะในปลาจะมีกรดไขมัน โอเมก้า 3 ช่วยสร้างและดูแลผนังเซลส์ประสาทในสมอง
ให้แข็งแรง ไม่เสื่อมตามวัยเร็วเกินไป นั่นเอง
     (กรดไขมัน DHA ที่อยู่ในกรดไขมันโอเมก้า3 มีความสำคัญต่อการพัฒนาและบำรุงเซลส์สมองมาก เพราะเป็นกรดไขมันโซ่ยาวแบบเดียวกัน กับที่พบในเยื่อเซลส์สมองของเรา)

ปลากระพง ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาทู เป็นปลาที่มีโอเมก้า 3 ในปริมาณสูงครับ


สาหร่ายทะเล มีโอเมก้า 3 สูงเช่นกัน จัดว่าเป็นอาหารบำรุงสมองอย่างหนึ่งที่สำคัญ และยังช่วยให้เส้นผมดกดำได้อีกด้วยครับ 


กระเทียม สุดยอดพืชมหัศจรรย์จริงๆครับ กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเทโรนิน มากขึ้น ช่วยทำให้เราอารมณ์ดี ลดความเครียด ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลส์ประสาท ช่วยให้ความจำดี 


ถั่วเหลือง เป็นอาหารบำรุงร่างกายที่ยอดเยี่ยม มีคุณประโยชน์หลากหลายจริงๆครับ สำหรับสมองนั้น ถั่วเหลืองมีสารไฟโตเอสโตรเจน ที่ช่วยให้เซลส์ประสาทของเราแข็งแรง ช่วยเรื่องความจำ 


กล้วยหอม ถือเป็นผลไม้คลายความเครียดชั้นดีครับ กล้วยหอมช่วยกระตุ้นสารเซโรโทนินให้กับสมอง และยังช่วยบำรุงร่างกายและเพิ่มพลังให้กับร่างกายเราด้วย 


สตรอเบอรี่สีแดง มีสารแอนโทไซอะนิน  จัดเป็นแอนติออกซิเดนท์ที่ทรงพลัง ช่วยดูแลเซลส์สมอง 


ผักปวยเล้ง มีกรดโฟลิกสสูงมาก ช่วยให้อารมณ์ดี หลับง่าย ป้องกันโรคซึมเศร้า ประสาทหลอนและความจำเสื่อม 






การปฐมพยาบาลผู้ป่วยจมน้ำ



จมน้ำ (Drowning) หมายถึง การตายเนื่องจากการสำลักน้ำที่จมเข้าไปในปอดทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
ข้อพึงระวัง
  • ส่วนใหญ่ผู้ที่จมน้ำมักจะจมในบริเวณที่ยังสามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยไม่ห่างออกไปมากนัก การรีบให้ความช่วยเหลือจะสามารถช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้
  • คนที่กำลังจมน้ำโดยปกติมักจะไม่สามารถตะโกนขอความช่วยเหลือได้ ดังนั้นให้หูตาไวสักนิดหนึ่งครับ คอยเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
  • ถ้าพบเห็นผู้ที่กำลังอยู่ในน้ำโดยที่สวมเสื้อผ้าครบ ให้สงสัยไว้ก่อนครับว่าจะเป็นอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในน้ำ เพราะว่าถ้าเล่นน้ำโดยที่สวมเสื้อผ้าครบ จะหนัก และเคลื่อนไหวลำบากระหว่างที่อยู่ในน้ำ
  • เด็กเล็กๆสามารถจมน้ำได้แม้มีความสูงของน้ำเพียงแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น อย่าทิ้งเด็กไว้ในอ่างอาบน้ำ หรือทิ้งเด็กไว้ข้างกาละมังน้ำ เพราะเด็กสามารถจมน้ำได้เพียงแค่หัวเด็กจุ่มลงไปในน้ำเท่านั้น
  • ถ้าจมในน้ำเย็นจัด ก็อาจจะสามารถช่วยฟื้นคืนชีวิตได้ครับ แม้เวลาผ่านไปนาน
สาเหตุ
  • ทิ้งเด็กไว้โดยไม่มีผู้ดูแล ในอ่างอาบน้ำ หรือสระน้ำ อย่าลืมว่าแค่เด็กเอาศีรษะคว่ำหน้าลงไปในน้ำก็จมน้ำได้แล้วครับ แม้มีความสูงของระดับน้ำเพียงแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล ระหว่างที่กำลังอยู่ในเรือ หรือว่ายน้ำ
  • ว่ายน้ำไม่เป็น
  • ชักระหว่างที่อยู่ขอบสระ หรืออยู่ในน้ำ
  • พยายามฆ่าตัวตาย
  • อุบัติเหตุพลัดตกลงไปในน้ำ
อาการหลังจากที่จมน้ำ      โดยทั่วไป เมื่อนำผู้จมน้ำขึ้นมาจากน้ำ มักจะพบว่ามีฟองน้ำลายรอบบริเวณริมฝีปากและรูจมูก หายใจช้าลง ชีพจรเบาคลำไม่ชัดเจน ซีด หมดสติ
  • ท้องอืด
  • ผิวหนังเขียว ซีด โดยเฉพาะริมฝีปาก และปลายมือปลายเท้า
  • สับสน
  • ไอ เสมหะเป็นฟอง คล้ายมีเลือดปน
  • ไม่หายใจ
  • กระสับกระส่าย
  • สับสน
  • ซึม


การช่วยเหลือผู้จมน้ำ ขณะจมให้เข้าฝั่ง1. กรณีได้รับการฝึกสอนจนชำนาญ     วิธีที่ 1 ใช้วิธีดึงเข้าหาฝั่งโดยการกอดไขว้หน้าอก
          วิธีการนี้ผู้ช่วยเหลือต้องเข้าด้านหลังผู้จมน้ำ ใช้มือข้างหนึ่งพาดบ่าไหล่ด้านหลังไขว้ทะแยงหน้าอก จับข้างลำตัวด้านตรงข้ามผู้จมน้ำ มืออีกข้างใช้ว่ายเข้าหาฝั่ง ในขณะที่พยุงตัวผู้จมน้ำเข้าหาฝั่งต้องให้ใบหน้า โดยเฉพาะปากและจมูกผู้จมน้ำอยู่พ้นเหนือผิวน้ำ
                                                            วิธีดึงเข้าหาฝั่งโดยการกอดไขว้หน้าอก
                                                    วิธีดึงเข้าหาฝั่งโดยการกอดไขว้หน้าอก



    วิธีที่ 2 วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับคาง
          วิธีนี้ผู้ช่วยเหลือเข้าทางด้านหลังของผู้จมน้ำ ใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับขากรรไกรทั้ง 2 ข้างของผู้จมน้ำ แล้วใช้เท้าตีน้ำช่วยพยุงเข้าหาฝั่ง และพยายามให้ใบหน้าของผู้จมน้ำลอยเหนือผิวน้ำ
                                                วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับคาง
                                                          วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับคาง


     วิธีที่ 3 วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับผม
          ผู้ช่วยเหลือเข้าด้านหลังผู้จมน้ำ ใช้มือข้างหนึ่งจับผมผู้จมน้ำไว้ให้แน่น แล้วใช้มืออีกข้างว่ายพยุงตัวเข้าหาฝั่ง โดยที่ปากและจมูกผู้จมน้ำลอยเหนือผิวน้ำ วิธีเหมาะสำหรับผู้ที่ดิ้นมาก หรือ พยายามกอดรัดผู้ช่วยเหลือ


                                                วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับผม
                                                          วิธีดึงเข้าหาฝั่งด้วยวิธีจับผม
2. กรณีไม่ได้รับการฝึกสอนจนชำนาญ แต่ประสบเจอผู้ประสบภัย
ถ้าคนที่จมน้ำอยู่ใกล้และพื้นที่น้ำลึก ให้ใช้อุปกรณ์ช่วย โดยที่คุณอยู่ในที่ๆยืนอยู่ได้มั่นคง
                                    
                                            เจอคนจมน้ำใกล้ฝั่งให้หาอุปกรณ์ช่วย
ถ้าคนที่จมน้ำอยู่ใกลและพื้นที่น้ำลึก โดยอาจเป็นอันตรายหากผู้ช่วยเหลือจะลงไปช่วย หรือ ผู้ประสบภัยอยู่ห่างจากฝั่งมาก ให้ใช้อุปกรณ์ช่วย โดยที่คุณอยู่ในที่ๆยืนอยู่ได้มั่นคง                                  
                                        เจอคนจมน้ำใกลฝั่งให้หาอุปกรณ์ช่วย

การปฐมพยาบาล
     1. รีบตรวจสอบการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีการหายใจหรือหัวใจไม่เต้น ให้ช่วยหายใจและกระตุ้นการเต้นของหัวใจภายนอก (CPR) รายละเอียดจะกล่าวในบทต่อไป
     2. ไม่ควรเสียเวลากับการพยายามเอาน้ำออกจากปอดหรือกระเพาะอาหารในระหว่าง CPR อาจจะจัดให้ผู้จมน้ำนอนในท่าศีรษะต่ำ ประมาณ 15 องศา ปลายเท้าสูงเล็กน้อย
          2.1 กรณีมีน้ำในกระเพาะมาก ทำให้ลำบากในการ CPR อาจต้องเอาน้ำออกจากกระเพาะ โดยจัดให้นอนตะแคงตัว แล้วกดท้องให้ดันมาทางด้านยอดอก น้ำก็จะออกจากกระเพาะอาหาร
          2.2 ถ้าต้องการเอาน้ำออกจากปอด อาจจัดให้นอนคว่ำตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ก้มตัวลงใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณชายโครงทั้งสองข้างของผู้จมน้ำยกขึ้นและลง น้ำจะออกจากปากและจมูก แต่ก็ไม่ควรเสียเวลากับสิ่งดังกล่าวมากนัก
     3. กรณีผู้จมน้ำมีประวัติการจมน้ำเนื่องจากการกระโดดน้ำ หรือ เล่นกระดานโต้คลื่น การช่วยเหลือต้องระวังเรื่องกระดูกหัก โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายผู้จมน้ำ โดยเมื่อนำผู้จมน้ำถึงน้ำตื้นพอที่ผู้ช่วยเหลือจะยืนได้สะดวกแล้ว ให้ใช้ไม้กระดานแข็งสอดใต้น้ำรองรับตัวผู้จมน้ำ ใช้ผ้ารัดตัวผู้จมน้ำให้ติดกับไม้ไว้
     4. ให้ความอบอุ่นกับร่างกายผู้จมน้ำโดยใช้ผ้าคลุมตัวไว้
     5. นำส่งโรงพยาบาลในกรณีอาการไม่ดี


                                                  การใช้ไม้กระดานรองรับตัว

                                                       ก. การใช้ไม้กระดานรองรับตัว

                                                            การรัดตัวก่อนยกขึ้นจากน้ำ

                                                       ข. การรัดตัวก่อนยกขึ้นจากน้ำ

ข้อควรจำ
  • อย่าพยายามว่ายน้ำเพื่อเข้าไปช่วยผู้ป่วย อีกครั้้งครับ ผมไม่อยากเห็นคุณจมน้ำไปอีกคน อย่าคิดว่าตนเองว่ายน้ำแข็ง ผมเห็นมาหลายรายแล้วครับ ไปช่วยแล้วจมน้ำไปอีกคน ยกเว้นคุณจะถูกฝึกเพื่อช่วยผู้ป่วยจมน้ำ
  • อย่าเข้าไปในบริเวณน้ำที่เชี่ยวกราก เพราะอาจเป็นอันตรายกับคุณ
  • อย่าพยายามเอาน้ำออก ไม่มีประโยชน์ครับ เสียเวลา เสียโอกาสผู้ป่วย
การป้องกัน
  • อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลระหว่างว่ายน้ำหรืออยู่บนเรือ
  • อ่านกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยว และปฎิบัติตามโดยเคร่งครัด
  • ฝึกว่ายน้ำครับ
  • อย่าให้เด็กว่ายน้ำคนเดียว โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล
  • อย่าให้เด็กอยู่ใกล้แหล่งน้ำคนเดียว และอย่าให้เด็กนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นเพียงใดก็ตาม
  • ทำรั้วรอบ สระว่ายน้ำ สปา ล็อคประตูด้านนอกด้วยครับ เพื่อป้องกันเด็กไม่ให้เข้าไป
  • ถ้าเด็กหายไป ก่อนอื่นให้ไปดูที่สระที่ใกล้ที่สุดครับ
  • ถ้าคุณเป็นโรคลมชัก ให้อยู่ห่างจากขอบสระให้มากที่สุดและอย่าลงไปเล่นน้ำ
                                                                  
            ขอย้ำอีกครั้งครับ อย่าปล่อยให้เด็กเล่นน้ำในอ่างคนเดียว เพราะเพียงแค่เด็กคว่ำหน้าลงไปในอ่าง ก็จมน้ำได้แล้วครับ

ที่มา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อ้างถึงใน http://www.fire2fight.com

การปฐมพยาบาลกรณีถูกงูกัดอย่างถูกวิธี



หากถูกงูกัดควรตีงูให้ตายแล้วเก็บซากไปให้แพทย์ตรวจดูว่าเป็นงูประเภทใด จะได้ใช้เซรุ่มต้านพิษงูฉีดถูกชนิดและให้สังเกตรอยงูกัด ถ้าเป็นรอยงูกัดของงูพิษ จะปรากฏรอยเขี้ยวงูเป็น 2 จุด อาจเป็นรอยลากยาว ขณะกระชากหนี หรืออาจพองเป็นถุงน้ำ ถ้างูไม่มีพิษ รอยฟันบนผิวหนังจะเรียงเป็นแถว

พิษของงู
     
มี 3 ประเภทขึ้นอยู่กับชนิดของงู
     1.
พิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) เกิดจากงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยมและงูทับสมิงคลา
     
อาการ เริ่มจากแขนไม่มีแรง กระวนกระวาย ลิ้นเกร็ง พูดจาอ้อแอ้ ตามัว น้ำลายฟูมปาก เนื่องจากกล้ามเนื้อการกลืนเป็นอัมพาต หยุดหายใจ และตายในที่สุด
     2. 
พิษต่อระบบการแข็งตัวของเลือด (Hematotoxin) เกิดจากงูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา และงูกะปะ
     
อาการ เริ่มจากปวดแผลมาก มีเลือดซึมออกจากแผล เลือดออกจากอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดกำเดา เหงือก ไอ อาเจียน ปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือด เกิดจากภาวะระบบไหลเวียนล้มเหลว ตายในที่สุด
     3. 
พิษต่อกล้ามเนื้อ (Mytotoxin) เกิดจากงูทะเล
     
อาการ เริ่มแรก ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาปัสสาวะสีแดงคล้ำ จากกล้ามเนื้อถูกทำลาย ตามด้วยไตวาย และหายใจล้มเหลว

การปฐมพยาบาล
     1. 
ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ ไม่ควรใช้เหล้า ยาสีฟัน ขี้เถ้าทาแผล
     2. 
บีบเลือดออกจากแผลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรใช้ปากดูดหรือเปิดปากแผลด้วยของมีคม
     3. 
ไม่ควรรัดเหนือบาดแผลให้แน่นมาก เพราะจะทำให้อวัยวะส่วนปลายขาดเลือดและเน่าตาย ควรแน่นพอสอดนิ้วมือได้ 1 นิ้ว
     4. 
การรัด ควรรัดเหนือและใต้บาดแผลประมาณ 3 นิ้วมือ
     5. 
การห้ามเลือดควรใช้ผ้าสะอาดกดแผลโดยตรง
     6. 
พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด เพราะเคลื่อนไหวมากทำให้พิษของงูเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น
     7. 
วางอวัยวะส่วนนั้นให้ต่ำหรือระดับเดียวกับหัวใจ
     8. 
ให้ยาแก้ปวดได้ แต่ห้ามใช้ยาที่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาดองเหล้า

ข้อควรระวัง
     - 
อาการของพิษงูเกิดได้ตั้งแต่ 15-30 นาที หลังถูกกัด หรือ อาจนานถึง 9 ชม. จึงต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง
     - 
การฉีดเซรุ่มแก้พิษงู ส่วนใหญ่ทำมาจากม้า ซึ่งอาจแพ้ได้ จึงควรฉีดต่อเมื่อมีอาการของพิษงูเท่านั้น

อ้างอิง

อับเดทข่าวสารทั่วไป

More Post>> »

ข่าวสาร "สาสุข"

More Post>> »
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. เด็กสาสุข ออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger